ลงบทความวันที่ 2 พ.ค.51  เวลา 20:00    แสดงความเห็นคลิกที่นี่ หน้าแรกพรหมเทวะ
 
 
  
 
 

 ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระพิฆเนศวร โดย อ. อันติกา

 
                พระพิฆเนศวร ซึ่งแต่ละคนจะเรียกแตกต่างกันไป เช่น พิฆเณศ พิฆเนศวร พิฆเนศวร พระคเณศ คณปติ
                พระพิฆเนศวร เป็นมหาเทพที่คนไทยนิยมกราบไหว้บูชา และขอพรจากพระองค์ทานมาตั้งแต่สมัยโบราณ อีกทั้งยังนำมาเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยงานต่างๆ อีกด้วย ดังที่จะกล่าวโดยย่อต่อไป
                ณ ที่นี้จะเล่าเพียงบางอย่าง แต่จะเล่าถึงอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ท่านที่คนบูชาได้ประสบมา และสถานที่ตั้งพระพิฆเนศวร เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่านะ โดยเริ่มจากพระมหากษัตริย์ไทยกับพระพิฆเนศวร
                ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้นำภารตวิทยามาเผยแพร่อย่างจริงจัง โดยมีแรงจูงใจมาจากการที่พระองค์ได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และทรงสนใจภารตวิทยาอย่างมาก ดังนั้น พระองค์จึงศึกษาถึงพิธีกรรมต่างๆ ของพราหมณ์หรือฮินดูเป็นอย่างดี จนทำให้มีความเข้าใจอย่างแท้จริงในพิธีกรรมต่างๆ เหล่านั้น

                พระองค์ท่านได้นำรูปเคารพของพิฆเนศวรมาใช้ในรัชสมัยของพระองค์อีกด้วย ดังจะเห็นว่าพระองค์ท่านได้กำหนดให้พระพิฆเนศวรเป็นดวงตราเครื่องหมายวรรณคดีสโมสร โดยดวงตราพระราชลัญจกรรูปกลมองค์นี้ตามตำแหน่งคือ ดวงตราพระราชลัญจกรรูปกลม ศูนย์กลางกว้าง ๓ นิ้ว ๓ อนุกระเบียด หรือ ๗ เซนติเมตร ลายเป็นรูปพระพิศเนศวรนั่งแท่น แวดล้อมด้วยลายกนก สวมสังวาลนาค ที่พระหัตถ์ขวาเบื้องบนถือวัชระ เบื้องล่างถืองา ที่พระหัตถ์ซ้ายเบื้องบนถือบ่วงบาศ เบื้องล่างถือครอบน้ำ ขันน้ำมนต์ หรือหม้อน้ำ

 

                ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ พระพิฆเนศวร ได้กลายเป็นดวงตราประจำกรมศิลปากร โดยลายตรงกลางเป็นพระพิฆเนศวรรอบวงกลมมี ลวดลายเป็นดวงแก้ว ๗ ดวง ซึ่งมีความหมายถึงศิลปวิทยาทั้ง ๗ แขนง ดังนี้คือ
๑.       ช้างปั้น
๒.     จิตกรรม
๓.     ดุริยางค์ศิลป์
๔.     นาฏศิลป์
๕.     วาทศิลป์
๖.      สถาปัตยกรรม
๗.     อักษรศาสตร์
ดังนั้น คนทั้งหลายจึงนับถือพระพิฆเนศวรเป็นบรมครูทางศิลปะ พระพิศเนศวรเป็นมหาเทพแห่งศิลปะวิชาการ เป็นมหาเทพแห่งความรู้ที่สำคัญคือ เป็นมหาเทพแห่งความสำเร็จ และมีความฉลาดรอบรู้ในทุกๆ ด้าน อีกทั้งยังช่วยขจัดภัยพิบัติ และอุปสรรคทั้งหลายให้หมดไป
ในปัจจุบันนี้ยังถือว่าพระองค์ท่านเป็นเทพแห่งวิชาการอีกด้วยในสมัยก่อนนี้จะมีองค์พระแม่เจ้าสุรัสวดีเป็นมหาเทวีแห่งสรรพวิชาการและความรู้
ปัจจุบันนี้ ในประเทศไทยเราจะรู้จักพระพิฆเนศวรมากที่สุดจนกล่าวได้ว่ามากกว่ามหาเทพองค์อื่นๆ ทั้งหมด แม้แต่ประเทศทั้วโลกก็นับถือพระพิฆเนศวรกันทั้งนั้น จะเห็นว่ามีการเขียนหนังสือเกี่ยวกับพระพิฆเนศวรขึ้นในทุกๆ ภาษา
ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ หรือการบวงสรวงทั้งหลาย ต่างก็ต้องเชิญพระองค์ท่านมาด้วย และเป็นค่านิยมอย่างหนึ่ง หรือตามความเชื่อว่า ในการทำพิธีบวงสรวงต่างๆ มักจะนิยมอัญเชิญพระพิฆเนศวรมาก่อน เพื่อประทานความสำเร็จให้เจ้าของงาน และผู้มาร่วมงาน เพื่อให้ทุกคนที่มาประสบความสำเร็จ และขจัดอุปสรรคต่างๆ ให้หมดไป
พระพิฆเนศวรเป็นมหาเทพที่คนไทยนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระพิฆเนศวรเป็นอย่างมาก ที่พระองค์ท่านดลบันดาลความสำเร็จต่างๆ มาให้กับผู้ที่ร้องขอและบูชา
ในปัจจุบันนี้ สถานที่ราชการบางแห่ง ได้นำพระองค์ท่านมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการทำตราประจำกรมกองต่างๆ มากมาย ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น จึงไม่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่ผู้คนทั้งหลายที่รู้และต้องการประสบความเจริญรุ่งเรือง และประสบความสำเร็จในกิจการงานทั้งปวงของตน มักจะบูชาพระพิฆเนศวรก่อน
ส่วนในประเทศอินเดียเองก็ยังคงมีความเชื่อในองค์พระพิฆเนศวรในทุกลัทธิศาสนา เช่น
-          นับถือองค์พระศิวะเป็นใหญ่
-          นับถือพระพรหมเป็นใหญ่
-          นับถือพระนารายณ์เป็นใหญ่
ทุกลัทธิเหล่านั้น ต่างก็ให้ความสำคัญแด่พระพิฆเนศวรทั้งสิ้นเพราะในตำราทุกตำราได้กล่าวถึงที่มาแห่งพระพิฆเนศวรไว้มากมายถึงความสำคัญและอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ที่สามารถช่วยเหลือปกป้องคุ้มครอง และปราบปรามสิ่งชั่วร้ายให้กับผู้ที่กราบไหว้หรือผู้ที่เคารพบูชาพระองค์ท่าน
คุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่องค์พระพิฆเนศวรท่านทรงมีนั้นก็คือ พระองค์ท่านเป็นมหาเทพที่มีความกตัญญูสูง แม้พระพิฆเนศวร จะเป็นมหาเทพที่มีความเก่งกล้าสามารถ แต่พรองค์ท่านก็ยังเป็นมหาเทพที่กระทำพระองค์นิ่งเฉยไม่โอ้อวด หรือหยิ่งยโส ซึ่งคุณสมบัตินี้เป็นสิ่งประเสริฐของผู้ที่เป็นใหญ่
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า พระพิฆเนศวรทรงเป็นมหาเทพที่มีความดีพร้อมสมควรแก่การยกย่องบูชา แม้แต่องค์พระบิดาแห่งองค์พระพิฆเนศวรเอง ซึ่งก็คือพระศิวะมหาเทพ พระองค์ท่านเป็นมหาเทพผู้สร้างแท้ๆ ยังได้กล่าวว่า ใครก็ตามที่จะกระทำการสิ่งใดๆ หรือทำพิธีบูชาใดๆ หรือกระทำพิธีบวงสรวงต่างๆ ให้ทำการอัญเชิญ และบูชาพระพิฆเนศวรก่อนการกระทำใดๆ ทั้งปวง เพราะพระองค์ท่านจะได้ประทานความสำเร็จ และขจัดภัยพิบัติ อุปสรรคต่างๆ ให้หมดไป
เนื่องจากพระพิฆเนศวรเป็นมหาเทพที่มีความเป็นสากลนิยมของคนทั่วๆ ไป ทุกชาติทุกภาษา และผู้เลื่อมใสนับถือพระองค์ก็มีตั้งแต่ชนชั้นรากหญ้าจนถึงชนชั้นสูงสุดทุกสาขาอาชีพ ความที่องค์พระพิฆเนศวรเป็นมหาเทพที่ไม่ถือพระองค์ จึงทำให้ไม่มีกฎเกณฑ์หรือวิธีการยุ่งยากในการบูชาพระองค์ท่าน แม้ว่าบางคนไม่ได้จุดธูป แต่แต่ยกมือขึ้นไหว้อธิษฐานก็ได้ผลแล้ว เพราะพระองค์ท่านสามารถรับรู้ได้ พระองค์ท่านเป็นมหาเทพที่ง่ายๆ ไม่มีพิธีตองยุ่งยาก
พระพิฆเนศวรทรงมีภารกิจต่างๆ ดังนี้
๑. พระพิฆเนศวร ทรงเป็นมหาเทพที่ขจัดอุปสรรค และปกป้องภัยอันตรายต่างๆ เช่น พวกพ่อค้าที่ติดต่อการค้าต่างๆ

ไม่ว่าจะทางบกหรือทางน้ำ พวกพ่อค้ามักจะนิยมพกองค์พระพิฆเนศวร์ติดตัวไปด้วย มิใช่เพื่อการบูชาเท่านั้น แต่มีจุดประสงค์เพื่อให้พระองค์ท่านได้ช่วยคุ้มครองและป้องกันภัย ตลอดจนประทานความสำเร็จในการเดินทางไปค้าขายในที่ต่างๆ

 

ดังนั้น ประชาชนทั้งหลายจึงนิยมสร้างรูปเคารพขององค์พระพิฆเนศวรขึ้นมาบูชา โดยเฉพาะในด้านการค้า และการประกอบธุรกิจต่างๆ ในบริษัทใหญ่ๆ หรือโรงแรมใหญ่ๆ ในปัจจุบัน เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ ในวงการบันเทิงก็ยังสร้างพระองค์ท่าน แม้แต่ที่หน้าหมู่บ้านที่อาจารย์อยู่ก็สร้างศาลพระพิฆเนศวร และที่สำคัญท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ใครขออะไรก็ได้ เอาเถอะเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระองค์ท่านทั้งที่บ้านอาจารย์และที่อื่นๆ
๒. พระพิฆเนศวร เป็นพระโอรสของพระศิวะมหาเทพและพระอุมามหาเทวี ดังนั้น พระพิฆเนศวรจึงได้ทำงานให้ในฐานะเป็นบุตรซึ่งเปรียบเสมือนเป็นมหาเทพบริวารของมหาเทพและมหาเทวีทั้งสอง ด้วยฐานะเทพบริวารนี้เอง ที่กองพลทหารบกที่ ๑ รักษาพระองค์ นำพระองค์ท่านมาใช้เป็นสัญลักษณ์
๓. พระพิฆเนศวร เป็นมหาเทพผู้ปกป้องคุ้มครองดูแลเด็กๆ ซึ่งท่านจะเห็นพระองค์ท่านในภาคพระโอรสองค์น้อย ที่มีรูปภาพอยู่กับพระแม่อุมา หรือภาพครอบครัวที่มีทั้งพระแม่อุมาและพระศิวะ ซึ่งคนนิยมนำภาพวาดเหล่านี้ หรือประติมากรรมของพระองค์ท่านให้กับครอบครัวเพื่อนฝูงที่มีเด็ก เพื่อให้พระองค์ท่านคุ้มครองเด็กๆ
๔. พระพิฆเนศวร เป็นมหาเทพแห่งศิลปะวิทยาการต่างๆ พระองค์เป็นมหาเทพที่มีความเฉลียวฉลาด และรอบรู้วิทยาการทั้งหลาย ดังภาพของพระองค์ในภาคที่พระองค์มีพระกร ๒ พระกร ซึ่งพระกรหนึ่งถือคัมภีร์และอีกพระกรหนึ่งถืองาหัก
ตามหลักฐานที่ปรากฏในประเทศไทย คนไทยยกย่องพระพิฆเนศวรเป็นมหาเทพแห่งศิลปวิทยาการนั้น เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจวบจนถึงปัจจุบัน หลักฐานที่ปรากฏชัดเจนคือ ในสมัยรัชการที่ ๖ ที่พระองค์ ทรงกำหนดให้ใช้รูปพระพิฆเนศวรเป็นตราเครื่องหมายสัญลักษณ์ของวรรณคดีสโมสร
กรมศิลปากรได้ใช้พระรูปของพระพิฆเนศวรเป็นตราสัญลักษณ์ประจำกรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีการทำพิธีบวงสรวงใหญ่ และสร้างพระพิฆเนศวรขึ้นที่พระราชวังสนามจันทร์จังหวัดนครปฐมมาแล้ว
๕. พระพิฆเนศวร ทรงเป็นบรมครูช้าง เพราะในการทำสงครามในสมัยก่อนนั้นต้องใช้ช้าง ซึ่งช้างนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากในการออกรบแม้แต่เท้าช้างยังต้องมีทหารเดินคุ้มครองป้องกันภัยในเวลาออกศึกเลยดังนั้นเวลาที่มีกิจการเกี่ยวคชศาสตร์นั้น จึงต้องบวงสรวงบูชาพระพิฆเนศวก่อนเสมอ
๖. พระพิฆเนศร์บางที่หรือบางแห่งจะมีรูปเคารพของพระพิฆเนศวรประดิษฐานอยู่ทางเข้าวัด ส่วนมากจะเป็นวัดที่อยู่ทางภาคเหนือเช่น
-   วัดพระธาตุดอยสุเทพ
- วัดท่าสะต๋อย
ตามความเชื่อที่ว่าพระองค์ท่านจะทรงคุ้มครองผู้ไปปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ หรือไปทำบุญในโอกาสต่างๆ
๗. พระพิฆเนศวร พระองค์ทรงเป็นมหาเทพบรมครูทางศิลปะการแสดง และพวกนาฎศิลป์ทั้งหลาย ปัจจุบันนี้ได้มีบริษัทใหญ่น้อยในวงการบันเทิงและศิลปะการแสดงต่างๆ หรือในแวดวงดารา ภาพยนตร์และดาราทีวี หรือดารานักแสดงอื่นๆ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นจะนับถือพระพิฆเนศวรว่าเป็นบรมครูทางการแสดงของเหล่าดาราทั้งหลายทุกสาขาอาชีพ
๘. พระพิฆเนศวร ที่ทำมาในรูปของเครื่องรางของขลัง ในการเดินทางออกจากประเทศอินเดียมาสู่แหลมอินโดจีนของเหล่าพ่อค้าพานิชหรือนักบวชในศาสนาฮินดู พวกเขามักจะพกพาเครื่องรางที่เป็นองค์พระพิฆเนศวองค์เล็กๆ ติดตัวมาติดต่อค้าขาย และพวกนักบวชฮินดูนำมาเผยแผ่ศานาในแหลมอินโดจีน
ซึ่งในเรื่องนี้ได้หลักฐานปรากฏในบริเวณอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการขุดค้นพบเครื่องรางรูปพระพิฆเนศวรองค์เล็กๆ ความ หมายตามร่างกายในส่วนต่างๆ ขององค์พระพิฆเนศวร มีดังนี้
-          พระองค์ทรงมีรูปร่างอ้วนพุงพลุ้ย
-          ทรงมีพระเศียรเป็นช้าง
-          มีพระกรรณกว้างใหญ่
-          มีงวงยาว
แต่ถ้าองค์พระพิฆเนศวรทรงมีร่างกายเป็นมนุษย์ ก็จะมีพระกร ๔, ๖ หรือ ๘ พระกร สุดแล้วแต่ว่าพระองค์ท่านจะเสด็จมาในภาคไหนและมาเพื่อกิจการใด
ท่านผู้อ่าน ท่านรู้ไหมว่า ในกายของพระพิฆเนศวรนั้นเป็นปรัชญาชีวิตนะ และได้บอกถึงอะไรบ้าง ใครอยากรู้บ้างถ้าอยากรู้ก็ตามมานะ
สัญลักษณ์แห่งความรอบรู้ต่างๆ และสติปัญญาอันยิ่งใหญ่ในแต่ละส่วนของพระวรกายพระพิฆเนศวรนั้น ได้อธิบายถึงปรัชญาชีวิตจากส่วนต่างๆ ในพระวรกาย ดังนี้
-          พระเศียร เป็นศูนย์รวมแห่งคลังปัญญาและความรู้ทั้งหมด
-          พระกรรณ เป็นที่รวมของความรู้ต่างๆ และคำสวดทั้งหลายโดยการรับฟัง
-       งวงนั้นใหญ่และยาวมาก จึงเปรียบเสมือนกับการเปรียบเทียบความดีความชั่วจากการกระทำ เพื่อจะได้ส่งเสริมช่วยเหลือ ให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ จนเกิดความสำเร็จดังที่ตั้งใจ
-       งาข้างเดียวที่ดี อีกข้างที่หักนั้น เพื่อเปรียบเทียบให้รู้ว่าจะต้องอยู่ระหว่างเหตุแห่งความดีหรือความชั่ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และเข้าถึงความแตก ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ความแตกต่างกันระหว่างร้อนกับเย็น ความซื่อสัตย์ และความคดโกง
-       บ่วงบาศ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความปรารถนาของมนุษย์และหากใครที่ต้องการความสำเร็จต่างๆ พระองค์จะทรงลากจูงผู้คนทั้งหลายให้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์ เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการ
-       ขวาน พระพิฆเนศท่านทรงใช้เป็นอาวุธสำหรับป้องกันความชั่วร้าย และอุปสรรคต่างๆ ที่มารังความบริวาร หรือผู้ที่นับถือพระองค์ท่าน
-       ขนมโมทกะ เป็นรางวัลที่พระองค์ท่านประทานให้กับผู้ที่ปฏิบัติตามพระองค์ท่านขนมของพระองค์ท่าน ทำมาจากข้าวสุกผสมกับน้ำตาล และนำมาปั้นเป็นลูกขนม ขนมนี้ไม่ใช่ขนมธรรมดานะ แต่เป็นขนมที่พระองค์ท่านประทานความสุข และความสำเร็จ อันยิ่งใหญ่ให้กับผู้ที่นับถือเคารพและปฏิบัติตามพระองค์ท่าน
                        ดังนั้น ถ้าท่านใดอยากได้ขนมขององค์ท่านนั้นไม่ยากเลย ทุกคนสามารถที่จะมาขอได้จากพระองค์ท่านและนำมากินได้ ใครอยากรู้บ้างล่ะว่าจะขอท่านอย่างไร ถึงอยากรู้ก็ไม่บอกปล่อยให้งงน่า วิธีการมีนะแต่ท่านจะลองไหมล่ะว่าขนมองค์ท่านนั้นดีจริง แน่นอนที่สุดท่านผู้อ่านต้องลงทุนซื้อขนมมาไหว้พระองค์ท่าน และขอพรจากท่านไงล่ะ

      

                                                                 พระพิฆเนศวรเทพเจ้าแห่งความรัก        

 
 
 
                พระพิฆเนศวร ท่านเป็นมหาเทพแห่งความรัก ซึ่งคนญี่ปุ่นนับถือกันมาก ซึ่งมีเรื่องเล่าต่อๆกันมา ตามรายละเอียดดังนี้
                ในราวศตวรรษที่ ๙ พระพุทธศาสนาลัทธิมหายานได้หลั่งไหลเข้าไปสู่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผู้ที่นำไปเผยแผ่คือ พระสงฆ์ ชื่อ โคโรโฮ ไดชิ (Koloho Daishi) และได้นำพระพิฆเนศวร หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า คันงิ-เทน (Kangi-Ten) ซึ่งพระพิฆเนศวรนี้ ประชาชนชาวญี่ปุ่นจะนับถือพระองค์เป็นมหาเทพแห่งความรัก และความสุขสมหวัง (Deva of Blliss) ลักษณะของพระพิฆเนศวรในฐานะเทพแห่งความรักจะมีลักษณะ
 

                พระพิฆเนศวรที่ยืนกอดกันนี้ ยังเชื่อกันว่าผู้ใดที่บูชารูปเคารพในปางนี้แล้ว ผู้บูชาจะมีแต่มิตรแท้ และเป็นที่รักของผู้คนตลอดจนเป็นคนที่สมหวังในความรัก ดังนั้น หากท่านผู้อ่านท่านใดที่อยากมีคู่ หรือสมหวังในความรัก หรือมีแต่เพื่อแย่ๆ ก็ลองบูชาพระพิฆเนศวรปางนี้ดูบ้างก็ได้นะ

  

                นอกจากปางที่ยืนกอดกันแล้ว ในบางแห่งยังนิยมบูชาปางที่มีเศียรเป็นช้าง และประทับนั่งยิ้มหรือหัวเราะ ทรงประทับนั่งชันพระบาทบนเข่า แสดงถึงความเป็นมหาเทพแห่งความสุข โดยมีพระกร ๔ พระกรทรง ถือตรีศูล งาหัก ทรงดาบ และขนม

          
พระพิฆเนศวรปางต่างๆ
                ที่มาของพระพิฆเนศวรปางต่างๆ นั้น มาจากการที่พระพิฆเนศวรได้อวตารในปางต่างๆ เพื่อทำการพิชิตศัตรู พระพิฆเนศวรเป็นมหาเทพที่นำศัตรูมาเป็นเทพบริวาร โดยพระองค์ท่านจะไม่ทำลายล้างศัตรูดั่งเทพองค์อื่นๆ แต่จะใช้ปัญญาให้ศัตรูกลับใจเป็นเทพที่ดีและยอมสวามิภักดิ์ต่อพระองค์มาเป็นเทพบริวาร
                รายนามอสูรที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อพระพิฆเนศวร มีดังนี้
                มัตสระ ที่มาของพระพิฆเนศวร ปางวักระตุณฑะ
                มะทะ     เกิดจากฤๅษีโจวะนะสร้างขึ้น ที่มาของพระพิฆเนศวรปางเอกทันตะ
                ยานาริ    ลูกของอสูรทุระพุทธ ที่มาของพระพิฆเนศวร ปางปุระณานันมโหกระ ซึ่งอวตารมาเป็นลูกพระแม่ลักษมี
                โลภาสูร กำเนิดจากความโลภของท้าวกุเบธ ที่มาของพระพิฆเณศวรปางคชนันท์
                โกรธาสูร เกิดจากความลุ่มหลงของพระศิวะที่เห็นพระวิษณุแปลงรูปเป็นสาววัย ๑๖ ที่มาของพระพิฆเนศวร ปางลัมโพทระ
                กามาสูร เกิดจากความลุ่มหลงของวิษณุเทพต่อชายาอีกพระองค์หนึ่ง ชื่อพระแม่วฤนทา ที่มาของพระพิฆเนศวร ปางวิกฎะ
                มมตาสูร เกิดจากเสียงหัวเราะของพระแม่อุมา ที่มาของพระพิฆเนศวร ปางวิฆนราช
                อหัมอสูร เกิดจากเสียงจามของสุริยเทพ ที่มาของพระพิฆเนศวรปางธูมรวรรณ
 
พระชายาและพระโอรสของพระพิฆเนศวร
                บางตำนานว่าพระพิฆเนศวรเป็นมหาเทพที่ถือพรหมจรรย์ แต่บางตำนานเล่าว่า พระศิวะมหาเทพจะจัดพิธีอภิเษกสมรสให้กับพระโอรสทั้งสองของพระศิวะมหาเทพกับพระแม่ปารวดี โดยพระศิวะทรงมีเงื่อนไขว่า พระโอรสองค์ใดองค์หนึ่งสามารถเดินผ่านรอบโลกได้รวดเร็วกว่าก็จะจัดพิธีอภิเษกให้
                พระพิฆเนศวรทรงทำแบบเดียวกับเหตุการณ์ตอนแย่งชิงผลมะม่วง และให้เหตุผลอย่างเดียวกัน ท่านผู้อ่านจำได้ไหมล่ะ ถ้าใครจำไม่ได้ ผู้เขียนจะขอทวนความจำอีกครั้ง สำหรับคนที่รู้แล้วอย่าว่าเลยนะที่ต้องอ่านซ้ำอีกน่าคิดเสียว่า พระพิฆเนศวรจะได้ประทานความสำเร็จให้ถ้าอ่านแล้วอ่านอีก เรื่องก็มีดังนี้
                พระพิฆเนศวรเดินประทักษิณารอบๆ พระศิวะผู้เป็นบิดาจนครบเจ็ดรอบ และกล่าวกับพระศิวะว่า
                “ข้าแต่พระบิดา พระองค์คือจักรวาล และจักรวาลคือพระองค์พระองค์ผู้สร้างโลก และทรงเป็นบิดาแห่งข้าพรองค์ ข้าพระองค์ได้ทำประทักษิณาพระบิดาเจ็ดรอบ ถือว่าได้กุศลเท่ากับเดินทางรอบโลกเจ็ดรอบ”
                พระศิวะมหาเทพได้ยินดังนั้น มีความปีติยินดีในคำอธิบายของพระโอรส อีกทั้งยังชื่นชมในสติปัญญาของพระโอรสเป็นอย่างมาก โดยตรัสสรรเสริญในภูมิปัญญาของพระโอรสในพระองค์ว่า
                “โอ้พระพิฆเนศวร ลูกรักเจ้าเป็นมหาเทพที่ยอดเยี่ยม และมีสติปัญญาเป็นที่สุด ทุกสิ่งที่เจ้าได้อธิบายมานั้นเป็นความจริงทั้งหมดถ้าบุคคลใดได้มีปัญญาเป็นคุณสมบัติติดตัว แม้เมื่อความอับโชค หรือโชคร้ายมาถึงเขา ความโชคร้ายนั้นย่อมถูกกำจัดไปด้วยปัญญา”
                ในครั้งนั้น พระศิวะจึงประทานพระชายาให้พระพิฆเนศวรทีเดียวกันถึง ๒ องค์ คือพระนางพุทธิและพระนางสิทธิ พระชายาทั้งสองพระองค์เป็นธิดาของประชาบดีอิศวร พระชายาทั้งสององค์ของพระพิฆเนศวรมีโอรสกับพระพิฆเนศวร ดังนี้
-          พรนางพุทธิ ให้กำเนิด ลาภะ
-          ส่วนพระนางสิทธิ ให้กำเนิด ลาภะ
บางตำนานเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระชายาและพระโอรสเป็นเพียงการแต่งเติมให้เรื่องสมบูรณ์เท่านั้น เพราะในตำนานนี้จะกล่าวว่าพระพิฆเนศวรเป็นมหาเทพที่ถือพรหมจรรย์ดังที่กล่าวมาแล้ว
      พระพิฆเนศวรมีงาข้างเดียว
ทำไมพระพิฆเนศวรมีงาเดียว ใครเคยสงสัยบ้างไหม ถ้าใครอยากรู้อ่านต่อไปนะ
การที่พระพิฆเนศวรมีงาเดียวนั้น มีตำนานที่เล่ากันมาหลายตำนาน ก็สุดแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาเองนะ โดยเริ่มจากตำนานต่างๆ ดังนี้
-          ปรศุราม ซึ่งคือ วิษณุเทพอวตารมา โดยมีเรื่องเล่าดังนี้
ปรศุรามได้ยืมขวานมาจากพระศิวะมหาเทพ เพื่อนำไปทำลายเหล่ากษัตริย์ ครั้นเมื่อปรศุรามเสร็จภารกิจ ก็จะมาเข้าเฝ้าพระศิวะมหาเทพที่เขาไกรลาส ซึ่งในระหว่างนั้นพระศิวะมหาเทพกำลังสนทนาอยู่กับพระแม่ปารวตีในพระตำหนักชั้นใน พระพิฆเนศวรจึงไม่ยอมให้ปรศุรามเข้าเฝ้าพระศิวะมหาเทพ
ปรศุรามเกิดความโมโห จึงใช้ขวานของพระศิวะขว้างไปยังพระพิฆเนศวรๆ จึงต้องใช้งาข้างซ้ายรับขวานนั้น โดยเหตุที่พระพิฆเนศวรท่านทรงมีความกตัญญูต่อพระบิดาเป็นอย่างมาก เพราะพระองค์ท่านแม้ จะมีฤทธิ์อำนาจ แต่จะสู้ไปใยเล่า ถ้าสู้กันไปแล้วจะเป็นการทำลายฤทธิ์เดชของขวาน ซึ่งเป็นอาวุธของพระบิดาของพระองค์ท่านเอง
-          เศียรช้างงาเดียว โดยมีเรื่องเล่าดังนี้
เมื่อคราวที่พระศิวะมหาเทพได้ทำพิธีโสกันต์ให้พระพิฆเณศวร และพระวิษณุเทพได้เสด็จมาชื่นชมบารมี และได้พลั้งเผลอเปล่งวาจายังผลให้เศียรของพระกุมารน้อยหายไป ซึ่งต่อมาได้มีเทวะโองการให้เทพบริวารออกหาเศียรของมนุษย์ที่เสียชีวิตมาต่อให้ แต่ปรากฏว่าในวันนั้น (วันที่เกิดเรื่องเป็นวันอังคาร) ไม่มีมนุษย์ผู้ใดถึงฆาต มีเพียงช้างงาเดียวที่นอนตายอยู่ทางทิศเหนือ เทพบริวารจึงตัดเศียรช้างงาเดียวมาต่อให้
-       พระพิฆเนศวรสู้กับพระศิวะมหาเทพ พระศิวะหาเทพจึงใช้ขวานจาม ดัง เรื่องเล่าดังนี้ เมื่อคราวที่พระกุมารน้อยถือกำเนิดมาใหม่ๆ และพระแม่ปารวตีพระมารดาให้เฝ้าปากทวารห้องสรงน้ำนั้น เมื่อศิวะมหาเทพเสด็จมา และพระกุมารน้อยไม่ให้เข้า พระศิวะมหาเทพไม่ทราบว่าเป็นพระโอรสของพระองค์ เลยเกิดการต่อสู้กันพระศิวะโมโหจึงใช้ขวานขว้างไปโดนงาของพระพิฆเณศวรหัก
-          งาถอดได้เองตามธรรมชาติ มีเรื่องเล่าดังนี้
                เมื่อควาวที่พระพิฆเนศวรต่อสู้กับอสูรอสุรภัค พระพิฆเณศวรแสดงอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชโดยการถอดงาของตัวเองขว้างไปที่อสูรอสุรภัคจนอสุรภัคต้องยอมแพ้ต่อพระพิฆเนศวร
 
                           พาหนะของพระพิฆเนศวร
                คือ หนู ความหมายของหนูกับช้างนั้นเป็นอย่างไรใครรู้บ้าง ถ้าใครที่ไม่รู้และอยากรู้ก็ตามมาได้ ความหมายของหนูกับช้างนั้น เป็นสัญลักาณ์ของความปรองดองและการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังแสดงถึงการมีอำนาจและความมีชัยชนะ
                เนื่องจากหนูเป็นสัตว์ที่มีการขยายพันธ์อย่างรวดเร็ว และหนูยังเป็นสัตว์ที่มีความฉลาดและสามารถที่จะทำลายล้างทุกอย่างได้ ดังจะเห็นได้จากการที่หนูสามารถกัดทุกอย่างให้ขาดได้
                ดังนั้น การทำนำหนูมาเป็นพาหนะของพระพิฆเนศวร จึงเป็นความเหมาะสมสำหรับมหาเทพเจ้าแห่งสติปัญญา ซึ่งยังเป็นคุณสมบัติในการขจัดอุปสรรคต่างๆ อีกด้วย
               
               
       
ที่มาของพระจันทร์เสี้ยว
                ท่านผู้อ่านรู้ไหมว่า เวลาบูชาพระพิฆเนศวรนั้น เขามีประเพณีห้ามมองพระจันทร์ ตามความเชื่อดังนี้
-          ที่มาของพระจันทร์เสี้ยว มีดังนี้
เนื่องจากพระพิฆเนศวร ได้ตกจากหลังหนูที่พระองค์ขี่อยู่จนท้องของพระองค์ท่านแตก สาเหตุเกิดจากหนูที่พระพิฆเนศวรขี่นั้น ตกใจที่มีงูเห่าเลื้อยตัดหน้า เมื่อพระพิฆเนศวรตกลงมานั้น ขนมที่พระองค์ทรงเสวยเข้าไปมากจึงหล่นออกมา และพระองค์ทรงรีบเก็บขนมนั้นกลับเข้าไปในพุง และจับงูเห่าตัวนั้นมารัดพุง ซึ่งขณะนั้นพระจันทร์เผอิญมาเห็นเข้าก็หัวเราะออกมาดังลั่น ทำให้พระพิฆเนศวรโกรธอย่างมาก
พระพิฆเนศวร จึงเอางาขว้างไปติดพระจันทร์ ทำให้โลกมืดลงทันที ท่านผู้อ่านเคยเห็นราหูอมจันทร์ไหมล่ะ นั่นละแสงที่สว่างอยู่ก็ดับวูบลงทันทีไงล่ะ มองเห็นภาพพจน์แล้วนะ เอ้าเล่าเรื่องพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวต่อเมื่อไม่มีแสงจึงร้อนถึงพระอินทร์และทวยเทพทั้งหลาย ต่างก็พากันมาขอให้พระพิฆเนศวรเอางาออกจากพระจันทร์ โดยที่พระจันทร์ก็ต้องได้รับโทษอยู่คือพระจันทร์จะต้องเว้าเป็นเสี้ยวๆ ไม่เต็มดวงทุกคืน จนถึง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ และแรม ๑ ค่ำ ของเดือน พระจันทร์จึงจะเต็มดวง
มาฟังตำนานอีกเรื่องเกี่ยวกับพระจันทร์เรื่องมีดังนี้
พระพิฆเนศวร ได้สาปคนที่มองดูพระจันทร์ ในวันที่ทำพิธีบูชาพระองค์ หากใครมองดูพระจันทร์ในวันนั้น คนผู้นั้นก็จะต้องกลายเป็นคนจัณฑาลไปเลย ใครรู้บ้างว่าในประเทศอินเดียนั้นเขาแบ่งชนชั้นกันสำหรับคนจัณฑาลนั้น จะเป็นที่รังเกียขอคนวรรณะอื่นๆ ทุกวรรณะ เพราะถือกันว่า คนจัณฑาลเป็นคนที่ไม่มีชนชั้น เป็นชนชั้นต่ำ ดังนั้นหากคำสาปขององค์พระพิฆเนศวรสาปให้ใครเป็นจัณฑาล จึงเป็นโทษที่ร้ายแรงอย่างสาหัสสากรรจ์เชียวล่ะ

        

การอวตารในภาคต่างๆ ของพระพิฆเนศวรและพระนามของพระองค์ การอวตารของพระพิฆเนศวรแต่ละภาคที่อวตารก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านรูปลักษณ์ พระนามที่อวตาร พระกรมีกี่พระกรและอาวุธของพระองค์ ตลอดจนพลังอำนาจ ในแต่ละภาค และแต่ละพระนาม จะแตกต่างกัน ดังนี้

๑.       อวตารมาในพระนาม บัล คณปติ เป็นภาคที่พระองค์ยังเป็นกุมารน้อย (เด็ก) พระวรกายสีแดงแบบโลหิต มี ๔ พระกร
๒.     อวตารมาในพระนาม พรตรุน คณปติ เป็นภาคที่พระองค์เป็นหนุ่ม พระวรกายสีแดงส้ม มี ๘ พระกร
๓.     อวตารมาในพระนาม พระภักตะ คณปติ เป็นภาคแห่งความรัก พระวรกายสีขาวบริสุทธิ์ มี ๔ พระกร
๔.     อวตารมาในพระนาม พระวีระ คณปติ เป็นภาคแห่งนักรบกล้า พระวรกายสีแดงแบบโลหิต มี ๑๐ พระกร
๕.     อวตารมาในพระนาม พระศักติ คณปติ เป็นภาคแห่งเทพผู้มีพลังอำนาจ พระวรกายสีขาวนวลแบบแป้งจันทร์ มี ๔ พระกร
๖.      อวตารมาในพระนาม พระทวิช คณะปติ เป็นภาคแห่งผู้เกิดสองหน พระวรกายสีขาวบริสุทธิ์มี ๔ พระกร
๗.     อวตารมาในพระนาม พระสิทธ คณะปติ เป็นภาคแห่งความสมบูรณ์ พระวรกายสีน้ำตาล มี ๔ พระกร
๘.     อวตารมาในพระนาม พระอุจฉิต คณปติเป็นภาคแห่งอาหาร และการบวงสรวง พระวรกายสีฟ้า มี ๔ พระกร
๙.      อวตารมาในพระนาม พระวิฆณะ คณปติ เป็นภาคที่ทรงขจัดความยุ่งเหยิง พระวรกายสีทองคำ มี ๑๐ พระกร
๑๐.         อวตารมาในพระนาม พระกษิประ คณปติ เป็นภาคที่มีความรวดเร็วในการแบ่งภาค พระวรกายสีแดงโลหิต มี ๔ พระกร
๑๑.      อวตารมาในพระนาม พระเฮรัมพะ คณปติ เป็นภาคปฐมแห่งการกราบไหว้บูชา ทรงมี ๕ พระพักตร์ ภาคนี้มีสิงโตเป็นพาหนะ พระวร- กายสีขาวสว่าง มี ๘ พระกร
๑๒.     อวตารมาในพระนาม พระลักษมี คณปติ เป็นภาคแห่งทรัพย์สมบัติ พระวรกายสีขาวมี ๑๐ พระกร(ใครอยากรวยให้บูชาภาคนี้)
๑๓.      อวตารมาในพระนาม พระมหา คณปติ เป็นภาคแห่งความยิ่งใหญ่ พระวรกายสีแดงโลหิต มี ๑๐ พระกรและมี ๓ พระเนตร
๑๔.       อวตารมาในพระนาม พระวิชัย คณปติ เป็นภาคแห่งความชนะ พระวรกายสีแดง มี ๔ พระกร
๑๕.       อวตารมาในพระนาม พระนฤตะ คณปติ เป็นภาคแห่งการร่ายรำ พระวรกายสีเหลืองมี ๔ พระกร
๑๖.        อวตารมาในพระนาม พระอุรทวะ คณปติ เป็นภาคของเทพผู้ให้การช่วยเหลือ พระวรกายสีทองคำมี ๖ พระกร
๑๗.       อวตารมาในพระนาม พระเอกสร คณปติ เป็นภาคแห่งอักษรพยางค์เดียว พระวรกายสีโลหิตมี ๔ พระกร
๑๘.       อวตารมาในพระนาม พระวรัท คณปติ เป็นภาคของเทพผู้ประทานพรทั้งหมด พระวรกายสีแดง ๔ พระกร
๑๙.        อวตารมาในพระนาม พระตระยักศร คณปติ เป็นภาคแห่งตัวอักษร พระวรกายสีทองคำ ๔ พระกร
๒๐.     อวตารมาในพระนาม พระกศิปร ปรสัท คณปติ เป็นภาคของเทพผู้ทรงให้พรที่รวดเร็ว พระวรกายสีแดงผงจันทร์ มี ๖ พระกร
๒๑.       อวตารมาในพระนาม พระฮริทรา คณปติ เป็นภาคแห่งสรรพสิ่ง พระวรกายสีเนื้อ มี ๔ พระกร
๒๒.     อวตารมาในพระนาม พระเอกทันตะ คณปติ เป็นภาคของเทพผู้มีงาข้างเดียว พระวรกายสีฟ้า มี ๔ พระกร
๒๓.     อวตารมาในพระนาม พระสริสติ คณปติ เป็นภาคแห่งส่วนโค้งงอ พระวรกายสีแดงส้ม มี ๔ พระกร
๒๔.     อวตารมาในพระนาม พระอุททานทะ คณปติ เป็นภาคของเทพที่มีพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พระวรกายสีแดง มี ๑๒ พระกร
๒๕.    อวตารมาในพระนาม พระรีนาโมจัน คณปติ เป็นภาคของเทพผู้ขจัดหนี้สิน พระวรกายสีแดง   ๑๒ – ๑๖ พระกรใครอยากหมดหนี้ให้บูชาภาคนี้
๒๖.      อวตารมาในพระนาม พระทุนทิ  คณปติ เป็นภาคแห่งเทพผู้มีรูปร่างเตี้ย พระวรกายสีแดงส้ม มี ๔ พระกร
๒๗.     อวตารมาในพระนาม พระทวีรมุข คณปติ เป็นภาคของเทพผู้มี ๒ พระพักตร์ พระวรกายสีเนื้อมี ๔ พระกร
๒๘.     อวตารมาในพระนาม พระตรีมุข คณปติ เป็นภาคของเทพผู้มี ๓ พระพักตร์ พระวรกายสีแดงส้ม มี ๖ พระกร
๒๙.      อวตารมาในพระนาม พระสิงห คณปติ เป็นภาคแห่งเทพผู้มีเศียรเป็นสิงห์พระวรกายสีขาว มี ๘ พระกร
๓๐.       อวตารมาในพระนาม พระโยคะ คณปติ เป็นภาคแห่งการทำสมาธิกรรมฐาน พระวรกายสีทองคำ มี ๘ พระกร
๓๑.       อวตารมาในพระนาม พระทุรคา คณปติ เป็นภาคแห่งอำนาจและความคิด พระวรกายสีทองคำ มี ๘ พระกร
๓๒.     อวตารมาในพระนาม พรสันกัสตหร คณปติ เป็นภาคแห่งการทำลายอุปสรรค พระวรกายสีแดงส้ม มี ๔ พระกร
                แต่ลักษณะเด่นที่สำคัญๆ ของพระพิฆเนศวรในทุกๆ ภาคอวตาร พระองค์จะทรงมีรูปร่างเป็นมนุษย์ที่มีเศียรเป็นช้าง จะมีเพียงภาพเดียวที่พระองค์มีเศียรเป็นสิงห์ที่เรียกว่า ภาคสิงห คณปติ
 อ่านบทความทั้งหมด ในหมวดนี้
อ่านแล้ว 21845 ครั้ง     แสดงความคิดเห็น 14 ครั้ง          แสดงความเห็นคลิกที่นี่ 
หน้า : 1

 ความคิดเห็นที่:#02151
poniyoiu

  From: pon   1 ก.พ.57   เวลา: 17:33 Email: popi@sanl.com

Tell a Friend 
 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นบทความ
: โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น :
กฎ กติกา มารยาทในการแสดงความคิดเห็น
  • 1. กรุณานำเสนอข้อความที่สุภาพ ละเว้นการให้ร้ายผู้อื่น หยาบคาย ก้าวร้าว ลามกอนาจาร หรือใช้นามแฝงอันเป็นชื่อจริงของผู้อื่น หรือข้อมูลส่วนตัวโดยเจตนาทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน
  • 2. ห้ามเสนอข้อความวิจารณ์หรือพาดพิงสถาบันมหากษัตริย์ และราชวงศ์ เป็นอันขาด
  • 3. ทีมงานไม่ขอรับผิดชอบความคิดเห็นต่างๆในเว็บไซด์และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • 4. ทางทีมงานขอสงวนสิทธ์ในการถอดข้อความคิดเห็นโดยไม่ต้องชี้แจงหรือแจ้งล่วงหน้า
  • กรุณาอย่าโพสการดูดวง ส่วนตัวในข้อความเห็นบทความค่ะ
    เพราะอาจเป็นการละเมิดข้อมูลของบุคคลอื่นได้
    จากคุณ* :    
    E-mail :    
    Security Code :     กรุณาพิมพ์ตัวเลขตามรูปภาพ     
    ข้อความ* :     
    เลือกรูปไอคอนแทนตัวคุณ* :
             
             
             
             
       

    พรหมเทพพยากรณ์
    การพยากรณ์ชั้นสูง
    พยากรณ์โดย
    Master Antiga
    ดูดวงความรัก
    กราฟชีวิต
    ไพ่ยิปซี
    ดูดวงวันเกิด
    ดูดวง
    ทํานายฝัน
    ตั้งชื่อมงคล